ETF ต่างจากกองทุนรวมตรงไหน มือใหม่อ่านจบใน 5 นาที
เนื้อหานี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคต
ความต่างที่สำคัญที่สุดของ ETF (Exchange-Traded Fund) เทียบกับกองทุนรวมทั่วไปคือ ETF ซื้อขายได้บนตลาดหลักทรัพย์แบบเรียลไทม์ตลอดเวลาทำการ เหมือนซื้อหุ้นรายตัว ไม่ใช่ซื้อขายที่ราคา NAV วันละครั้งแบบกองทุนรวม
3 ความต่างหลักจากกองทุนรวม
| มิติ | ETF | กองทุนรวม |
|---|---|---|
| การซื้อขาย | ระหว่างวัน บนตลาดหลักทรัพย์ | วันละครั้งที่ราคา NAV |
| ค่าธรรมเนียม | ต่ำ (ส่วนใหญ่ Passive) | ปานกลาง-สูง (มักเป็น Active) |
| ช่องทางซื้อ | บัญชีโบรกเกอร์หลักทรัพย์ | บลจ. / ธนาคาร / แอปกองทุน |
Passive vs Active: ETF ไม่ได้มีแบบเดียว
ETF ส่วนใหญ่เป็นแบบ Passive คือเลียนแบบดัชนีอ้างอิงให้ใกล้เคียงที่สุด เช่น ETF ที่ล้อดัชนี SET50 หรือ S&P 500 ไม่มีการคัดเลือกหุ้นเชิงรุก ทำให้ต้นทุนบริหารต่ำ ส่วน ETF แบบ Active มีผู้จัดการกองทุนปรับสัดส่วนหลักทรัพย์เพื่อพยายามเอาชนะดัชนี ซึ่งมักมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าและไม่ได้รับประกันว่าจะชนะดัชนีเสมอไป
นักลงทุนไทยเข้าถึง ETF ได้ 2 ทาง
- ETF ที่จดทะเบียนใน SET — ซื้อขายตรงผ่านบัญชีโบรกเกอร์ไทย มีทั้งอ้างอิงดัชนีหุ้นไทย ตราสารหนี้ ทองคำ และดัชนีต่างประเทศบางตัว
- ETF ต่างประเทศผ่าน DR — สำหรับ ETF ที่ไม่ได้จดทะเบียนตรงในไทย เข้าถึงผ่านใบแสดงสิทธิ (DR) ที่ซื้อขายบน SET ได้ ซึ่งมีประเด็นภาษีเฉพาะตัวที่ควรอ่านเพิ่มเติมใน ภาษี DR หุ้นต่างประเทศ
ข้อควรระวังก่อนซื้อ
ETF ลดความเสี่ยงเฉพาะบริษัทได้เพราะถือหลักทรัพย์หลายตัว แต่ยังมีความเสี่ยงด้านตลาดเต็มที่ตามดัชนีที่อ้างอิง ควรตรวจสอบ expense ratio สภาพคล่องในการซื้อขาย และดัชนีอ้างอิงของแต่ละกองก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
อ้างอิง
ETF เสี่ยงน้อยกว่าหุ้นรายตัวไหม
โดยทั่วไปใช่ เพราะ ETF ถือหลักทรัพย์หลายตัวไว้ในกองเดียว ทำให้กระจายความเสี่ยงเฉพาะบริษัทออกไป แต่ยังมีความเสี่ยงด้านตลาดเต็มที่ตามดัชนีที่อ้างอิง
ETF ทุกกองเป็น Passive หมดไหม
ไม่ใช่ ส่วนใหญ่เป็น Passive แต่ก็มี ETF แบบ Active ที่ผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหลักทรัพย์เชิงรุก ซึ่งมักมีค่าธรรมเนียมสูงกว่า ควรอ่านนโยบายการลงทุนของแต่ละกองก่อนซื้อ
คำนวณสิทธิลดหย่อนภาษีของคุณแบบ Real-time ฟรี
เปิดเครื่องคำนวณภาษี